Kblogger : Rainbow

วิธีปลูกฟักทอง 

วิธีปลูกฟักทอง 

 

วิธีปลูกฟักทอง 

การเตรียมแปลงปลูกฟักทองสามารถเลือกปลูกได้หลายรูปแบบ ควรพิจารณาถึงความเหมาะสมของพื้นที่ปลูกเป็นส่วนสำคัญมาก

วิธีแรก หากมีพื้นที่ปลูกเพียงเล็กน้อย สามารถปลูกระยะ 1.5x1.5 เมตร วิธีนี้เมื่อฟักทองโตขึ้นจะทำให้ลำบากต่อการจัดการ เนื่องจากเถาจะกระจายเต็มพื้นที่ แต่มีข้อดีคือจะได้ผลผลิตต่อพื้นที่มากขึ้น

วิธีที่สอง การปลูกแถวเดี่ยว ทำแปลงแถวเดี่ยวความกว้างของแปลง 1.8-2 เมตร ระยะปลูกระหว่างต้น 1.5 เมตร เมื่อปลูกฟักทองสามารถจัดเถาฟักทองให้เลื้อยไปในแนวแปลงปลูก ทำให้ง่ายต่อการจัดการมากกว่าวิธีแรก

วิธีที่สาม การปลูกแบบแถวคู่ ยกร่องแปลงเป็น 2 ด้าน ระยะ 3.5-5 เมตร ระยะห่างระหว่างต้น 1.5 เมตร เช่นเดียวกับวิธีที่หนึ่งและวิธีที่สอง วิธีนี้สามารถจัดเถาฟักทองให้เลื้อยจรดกัน 2 ด้านพอดี และมีร่องทางเดินทำให้ทำงานได้สะดวกมากขึ้น
หยอดโดยตรง หรือเพาะกล้า พิจารณาจากต้นทุนค่าเมล็ดพันธุ์

การเลือกเมล็ดพันธุ์ฟักทองที่ใช้ปลูกกันทั่วไปมี 2 แบบ คือ เมล็ดพันธุ์แบบผสมเปิด ซึ่งเป็นเมล็ดพันธุ์ที่สามารถเก็บไว้ขยายพันธุ์ต่อได้เอง ปัจจุบันเมล็ดพันธุ์แบบผสมเปิดหาได้น้อยมาก เนื่องจากบริษัทเมล็ดพันธุ์ที่เกษตรกรซื้อมาปลูกจะเลือกผลิตเมล็ดพันธุ์แบบลูกผสม มีลักษณะเด่นในการให้ผลผลิตสูง ขนาดของต้น ผล และการเจริญเติบโตดี
แต่มีข้อเสียที่ไม่สามารถนำเมล็ดไปปลูกต่อได้ และเกษตรกรต้องเสียค่าใช้จ่ายกับเมล็ดพันธุ์ฟักทองในราคาแพงมาก
ดังนั้น การพิจารณาถึงวิธีการปลูกเพื่อลดต้นทุนในส่วนนี้โดยมีวิธีการเลือกปลูกได้ 2 แบบ ได้แก่

หนึ่ง การปลูกแบบหยอดเมล็ด ก่อนปลูกขุดหลุมปลูก รองก้นด้วยปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักที่สลายตัวดีแล้ว หยอดเมล็ด 3-5 เมล็ด กลบด้วยดินผสมละเอียด หรือขี้เถ้าแกลบดำก็ได้ ลึก 2.5-5 เซนติเมตร คลุมด้วยฟางข้าว รดน้ำให้ชุ่มอย่างสม่ำเสมอทุกวันเช้าและเย็น ประมาณ 3-5 วันต้นกล้าจะงอกพ้นจากดิน ให้เกษตรกรสังเกตและช่วยแหวกฟางข้าวที่คลุมแปลงที่หลุมปลูกออก ช่วยไม่ให้เป็นอุปสรรคต่อการงอกของต้นกล้าฟักทองเมื่อต้นกล้าฟักทองมีใบจริง 2-3 ใบ ควรถอนเอาต้นที่อ่อนแอ ดูแล้วไม่แข็งแรงทิ้ง เหลือต้นที่สมบูรณ์ที่สุดไว้เพียง 1 ต้น ต่อหลุม  

สอง การปลูกโดยการเพาะกล้า นำเมล็ดฟักทองล้างน้ำสัก 1-2 รอบ จากนั้นแช่น้ำสะอาดทิ้งไว้สัก 30 นาที จากนั้นนำเมล็ดไปห่อไว้ในผ้าขาวบาง นำเมล็ดไปบ่มไว้ในกล่องพลาสติกใสหรือกระติกน้ำเก่า 3-5 วันเมื่อเมล็ดจะแตกรากออกมาเล็กน้อย จึงค่อยๆ ย้ายเมล็ดนำไปเพาะในถาดเพาะกล้าที่ใส่วัสดุเพาะกล้า (เช่น มีเดีย) รดน้ำ 10-12 วัน หรือฟักทองมีใบจริง 1-2 ใบ จึงย้ายปลูกได้ก่อนหยอดเมล็ดหรือนำกล้าลงปลูก ควรหยอดปุ๋ยสูตรเสมอ 19-19-19 อัตรา 5 กรัม หรือรองก้นหลุม พร้อมกับการหยอดสารป้องกันแมลง

เคล็ดไม่ลับ ถ้าอยากได้กินผลใหญ่และเร็วๆ คือ เมื่อเริ่มติดผลแล้ว ให้ตัดยอด และดอกที่เกิดใหม่บนต้นนี้ เอาไปจิ้มน้ำพริก หรือผัดกินดีกว่า ถ้าปลูกกินเอง แนะนำว่าปล่อยให้ต้นนึงมีแค่ 5-7 ลูกก็พอ จะได้ผลใหญ่ และดีกว่ามีหลายๆลูกในต้นเดียว อย่าลืมใส่ปุ๋ยมูลค้างคาวหรือมูลไก่หลังจากผลเริ่มโต แล้วเราจะได้ลูกฟักทองหอมหวานมากินในอีกไม่นานจ้า

การให้น้ำฟักทอง
ฟักทองเป็นพืชที่มีระบบรากลึก การให้น้ำจึงต้องให้น้ำซึมลงใต้ดินประมาณ 25-40 เซนติเมตร แต่ไม่ควรให้แปลงแฉะ จะทำให้เกิดโรครากเน่าโคนเน่าได้การเลือกรูปแบบการให้น้ำแก่ฟักทองควรพิจารณาถึงสภาพพื้นที่ หากพื้นที่ปลูกฟักทองอยู่ใกล้ระบบชลประทานหรือมีคลองส่งน้ำที่ดี สามารถเลือกการให้น้ำแบบปล่อยเข้าร่องแปลงพื้นที่ที่มีน้ำเป็นคลองหรือสระน้ำที่มีน้ำจำกัด สามารถให้น้ำแบบสายยางรด หรือให้น้ำแบบน้ำหยด (เป็นวิธีที่มีการทำแปลงด้วยพลาสติกคลุมแปลง)แต่การให้น้ำแบบพ่นฝอยเป็นวิธีที่ควรหลีกเลี่ยง เนื่องจากการให้น้ำแบบพ่นฝอยทำให้ฟักทองเกิดโรคทางใบได้เร็วมากขึ้น

 

ดอกฟักทองตัวผู้

 

ดอกฟักทองตัวเมีย

 

เด็ดกลีบดอกฟักทอง
วิธีการนำเกสรดอกตัวผู้มาผสมให้กับดอกตัวเมีย โดยคัดเอาดอกจากต้นที่สมบูรณ์แข็งแรงวิธีการสังเกตดอกนั้นสามารถสังเกตได้ง่ายๆโดยดอกตัวผู้จะเป็นดอกสีเหลืองและมีเกสรอยู่ด้านในส่วนดอกตัวเมียนั้นจะมีดอกสีเหลืองและจะสังเกตเห็นได้ว่าฐานของดอกนั้นจะมีลูกกลมๆสีเขียวติดอยู่กับดอก
-ให้นำเกสรตัวผู้1ดอก มาผสมกับดอกตัวเมีย 3 ดอก คือ ให้นำเกสรตัวผู้มาเคาะเอาเกสรใส่ลงไปในเกสรตัวเมีย หรืออาจใช้ไม้เล็กๆเขี่ยลงไปผสมก็ได้
- หากดอกฟักทองได้รับการผสมเกสรก็จะทำให้มีขนาดของผลที่ใหญ่ขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเจน หากไม่ได้รับการผสมเกสรจะทำให้ผลของฟักทองแห้งหรือฝ่อ ทำให้ไม่ได้ผลผลิต

เสร็จแล้วให้นำมาผสมกับเกสรดอกตัวเมีย เทคนิคการช่วยผสมเกสร ฟักทองจะมีดอกสีเหลืองทั้งตัวผู้และตัวเมียจะแยกกัน แต่อยู่ในต้นเดียวกัน ดอกเพศเมียจะเป็นดอกเดี่ยวที่เกิดบริเวณมุมใบ มีกลีบเลี้ยงสีเขียว กลีบดอกมีสีเหลือง 5 กลีบ รังไข่มีลักษณะกลมยาว 2-5 เซนติเมตร มีลักษณะเหมือนผลฟักทองขนาดเล็ก ส่วนของยอดเกสรเพศเมียมี 2-5 แฉก การเจริญเติบโตในระยะแรกการแสดงดอกของฟักทองจะแสดงดอกเพศผู้ ส่วนดอกเพศเมียจะมีตั้งแต่ ข้อที่ 12-15 ดอก ที่เกิดปลายเถาและเถาแขนงมักเป็นดอกเพศเมีย ดังนั้น จึงต้องการช่วยผสมเกสรโดยวิธีธรรมชาติ เช่น ลมพัด หรือแมลงช่วยผสมเกสร หรือให้ผู้ปลูกช่วยผสมเกสรเพื่อการติดผลที่ดี เมื่อดอกฟักทองกำลังบาน ให้เลือกดอกตัวผู้ เด็ดมาแล้วปลิดกลีบดอกออกให้หมด นำไปเคาะละอองเกสรตัวผู้ให้ตกลงบนดอกตัวเมีย ถ้าติดผลก็จะให้ผลอ่อนถ้าไม่ติดผลดอกตัวเมียจะฝ่อไปดอกฟักทองจะบานแค่ 1 วัน ในช่วงเช้ามืด พอแดดแรงช่วง 09.00 น. เป็นต้นไป ก็จะเริ่มหุบ หากจะผสมเกสรควรเริ่มผสมในช่วงเช้าๆ เพราะเมื่อบ่ายดอกฟักทองจะเริ่มเหี่ยวแล้วจะเฉาตาย ในวันรุ่งขึ้นดอกก็จะเฉาตายไปสำหรับเกษตรกรที่ปลูกฟักทองในเชิงพาณิชย์ ปลูกเพื่อเป็นรายได้เสริม หรือปลูกเพื่อบริโภคในครัวเรือน มีความจำเป็นจะต้องผสมเกสรและมีความรู้เกี่ยวกับเรื่องการออกดอกของฟักทอง ดอกเพศเมียและเพศผู้จะบานในตอนเช้า จะบานในช่วงเวลา 03.30-06.00 น. อับเรณูจะแตกระหว่างเวลา 21.00-03.00 น. ละอองเรณูจะมีชีวิตอยู่ได้ 16 ชั่วโมงหลังอับเรณูแตกยอดเกสรเพศเมียพร้อมรับการผสมเกสรก่อนดอกบาน 2 ชั่วโมง และหลังดอกบาน 10 ชั่วโมงดังนั้น ช่วงเวลาที่มีความเหมาะสมในการผสมเกสรคือ ตั้งแต่เวลา 06.00-09.00 น.

แค่นี้เป็นอันเสร็จสิ้น กลีบดอกของดอกตัวเมียจะร่วงหลุดในวันต่อมาเช่นเดียวกับดอกตัวผู้ และประมาณ 3-4 วัน หลังจากนี้ ตุ้มรังไข่จะค่อยๆ ใหญ่ขึ้นกลายเป็นผลฟักทอง แต่ถ้าตุ้มกลมๆ นั้นเปลี่ยนเป็นสีเหลืองแปลว่าการผสมเกสรด้วยมือเราไม่สำเร็จ ต้องลองใหม่อีกครั้ง  เคล็ดไม่ลับ ถ้าอยากได้กินผลใหญ่และเร็วๆ คือ เมื่อเริ่มติดผลแล้ว ให้ตัดยอด และดอกที่เกิดใหม่บนต้นนี้ เอาไปจิ้มน้ำพริก หรือผัดกินดีกว่า ถ้าปลูกกินเอง แนะนำว่าปล่อยให้ต้นนึงมีแค่ 5-7 ลูกก็พอ จะได้ผลใหญ่ และดีกว่ามีหลายๆลูกในต้นเดียว อย่าลืมใส่ปุ๋ยมูลค้างคาวหรือมูลไก่หลังจากผลเริ่มโต แล้วเราจะได้ลูกฟักทองหอมหวานมากินในอีกไม่นานจ้า

การเด็ดยอดฟักทอง จะกำหนดวันที่เด็ดยอดที่แน่นอนไม่ได้ เนื่องจากมีหลายปัจจัยเข้ามาเกี่ยวข้อง เช่นสภาพอากาศ พื้นที่ และสายพันธุ์ ซึ่งจะมีผลทำให้ฟักทองมีใบจริงประมาณ 3-4 ใบ ก็สามารถทำการเด็ดยอดได้เลย ซึ่งจะทำให้กิ่งแขนงแตกออกมาพร้อมกันตามจำนวนใบที่เราเหลือไว้ ถ้าเด็ดตอนมี 3 ใบ ก็จะได้ 3 แขนง โดยทั่วไปการไว้แขนงฟักทองควรไว้ประมาณ 3-4 แขนง และไว้ผลแขนงละ 1 ลูก

การเก็บเกี่ยวนั้นสามารถเริ่มเก็บเกี่ยวได้เมื่อมีอายุได้ 45-60 วัน ซึ่งมักจะเป็นพวกพันธุ์พุ่ม สำหรับพวกพันธุ์เลื้อยมักจะเก็บเกี่ยวเมื่ออายุได้ 120-180 วัน ในการเก็บนั้นถ้าต้องการเก็บแบบเป็นผลอ่อน สามารถทำการเก็บได้โดยการสังเกตว่าผลมีเปลือกนิ่มหรือแข็ง ถ้าอ่อนผิวจะนิ่ม เนื้อภายในจะนุ่มๆ ผิวของผลจะเป็นสีเขียว ส่วนถ้าเก็บแบบผลแก่ ต้องเก็บในตอนที่ผลแก่จัดเต็มที่ ซึ่งผลที่แก่จัดจะมีเปลือกที่แข็ง การเก็บผลแก่นั้นจะเก็บแบบให้เหลือเถาของผลติดมาด้วย โดยเหลือเถาให้ยาว 7-10 เซนติเมตร ทั้งนี้ก็เพื่อให้ผลที่แก่อยู่ได้นานนั้นเอง

ที่มา : ศูนย์รวมความรู้การเกษตร , www.facebook.com/farmlandthai/

 

หมวดหมู่: หมวดทั่วไป: ทั่วไป

มิติด้าน: อาชีพและเศรษฐกิจ

Tags: อาชีพ

 


Published: 2016-11-23 11:57:35
23 Nov 2016 11:57:35
4206 | Last visitor: 2020-01-18 05:30:55
© 2020 Kblogger HR-Blog | Kaewpanya
สถาบันถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่ชุ่มชน