ศักดิ์นรินทร์ ชาวงิ้ว

sahlungngurn Kblogger

ศักดิ์นรินทร์ ชาวงิ้ว

เวียงเจ็ดลิน กับชุมชนช่างเคี่ยน

เวียงเจ็ดลิน กับชุมชนช่างเคี่ยน

 

เวียงเจ็ดลิน กับชุมชนช่างเคี่ยน*

            จากการที่เราทราบกันดีแล้วว่า เวียงเจ็ดลินเป็นเมืองโบราณที่มีลักษณะพิเศษอย่างยิ่งแห่งหนึ่ง ด้วยเป็นเวียงที่มีอายุนับ ๑๔๐๐ กว่าปี หากนับตามการตรวจด้วยเทคนิควิทยาศาสตร์ หรือสร้างเป็นเวียงสำหรับแปรพระราชฐานของกษัตริย์ในสมัยเจ้าสามฝั่งแกนเป็นต้นมา ก็นับได้ ๖๐๖ ปี (นับถึงปีพ.ศ.๒๕๖๐) ซึ่งมีลักษณะเป็นรูปวงกลมอย่างน่าอัศจรรย์ในเทคโนโลยีสมัยก่อน เป็นเมืองโบราณที่มีถูกบุกรุกทำลายบ้าง แต่ก็ยังเห็นสภาพเวียงที่ชัดเจนได้อย่างยิ่ง หากเทียบกับเวียงสวนดอก ที่ถูกทำลายไป ๓ ด้าน ด้วยในเขตเวียงโบราณ เป็นที่ตั้งของหน่วยงานราชการ ที่มีการเปลี่ยนแปลงน้อย จึงนับว่าเป็นประโยชน์ต่อการรักษาสภาพความเป็นเมืองโบราณเอาไว้

            ก่อนที่จะเติมเต็มข้อมูลในเรื่องของเวียงเจ็ดลินกับชุมชนช่างเคี่ยน อันเป็นชุมชนใกล้เคียงมาแต่เดิม ดังนั้นจึงขอหยิบยกเอาประวัติเวียงเจ็ดลินมาให้ทราบที่มาที่ไปโดยสังเขป[๑] ดังนี้

            เวียงเจ็ดลิน เป็นเมืองโบราณรูปวงกลม บริเวณเชิงดอยสุเทพ โดยคำว่า คำว่า “ลิน” นี้ ก็หมายถึง รางริน และ คำว่า “เจ็ดลิน” ก็คือรางรินทั้งเจ็ด  หรือสายน้ำทั้งเจ็ดสายที่ไหลผ่านตัวเวียงเจ็ดลิน 

            เวียงเจ็ดลินยุคก่อนล้านนา

            ยุคก่อนประวัติศาสตร์

มีการขุดพบเครื่องมือหินกระเทาะบริเวณเวียงเจ็ดลิน ชี้ให้เห็นชัดเจนว่า ในบริเวณเวียงเจ็ดลินนั้น มีการอยู่อาศัย หรือการใช้ประโยชน์ ในการหาของป่าล่าสัตว์มาแต่ยุคหินใหม่เรื่อยมา และกระจายตัวทั่วไปในบริเวณดอยสุเทพ

            เวียงเจ็ดลิน...ก่อนหริภุญไชย-ชนพื้นเมือง

            จากตำนานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องนี้ ชี้ให้เห็นว่า แถบเชิงดอยสุเทพ เป็นเขตที่มีการพัฒนาและเจริญมาในระดับหนึ่ง มีการตั้งถิ่นฐานของผู้คนในดินแดนนี้มาเนิ่นนานแล้ว โดยมีการรวมกันเป็นกลุ่มต่าง ๆ ที่ในตำนานจะใช้สัญลักษณ์ในรูปแบบของคนในรอยเท้าสัตว์ หรือใช้สัตว์เป็นสัญลักษณ์ประจำกลุ่มต่าง ๆ โดยภาพของแต่ละกลุ่มนั้นก็อาจจะส่งผลทำให้การรวมตัวกันของกลุ่มชนต่างๆ บริเวณนี้ไม่เข้มแข็งเท่าที่ควร จนล่มสลายลง เมื่ออาณาจักรหริภุญไชยขยายตัว ด้วยการอยู่เป็นกลุ่มต่างๆ ยากต่อการรวมกันเป็นปึกแผ่น กอปรกับลักษณะแต่ละกลุ่มก็มีความแตกต่างกัน การติดต่อสื่อสารก็มีด้วยความยากลำบาก ดังเช่นกลุ่มลัวะหรือละว้าในปัจจุบัน ก็จะพบว่าชาวลัวะในแต่ละเขตมักจะมีภาษาเฉพาะและสื่อสารกันด้วยความลำบาก

            จากตำนานต่าง ๆ ของการสร้างบ้านแปลงเมืองบริเวณเชิงดอยสุเทพมาจนถึงสมัยต้นหริภุญไชยนั้น ก็มีหลักฐานสนับสนุนความเป็นไปได้ว่ามีการสร้างเมืองในแถบนี้อยู่จริง นั่นคือเมื่อประมาณ ๑,๔๔๐ ปีก่อน มีการสร้างกำแพงเวียงเจ็ดลิน โดยสำนักโบราณคดีที่ ๘ เชียงใหม่ กรมศิลปากร นำดินจากกำแพงเวียงเจ็ดลินไปตรวจสอบหาอายุ โดยผลที่ออกมานั้นมีอายุเก่ากว่าเมืองหริภุญไชยที่สร้างราว พ.ศ.๑๓๑๐ – ๑๓๑๑ หรือต้นพุทธศตวรรษที่ ๑๔

            ยุคหริภุญไชย

            จากตำนาน จะคาบเกี่ยวมาจนถึงสมัยหริภุญไชย จากเรื่องราวของจามเทวี และขุนหลวงวิรังคะ สื่อให้เห็นถึงชัยชนะของกลุ่มวัฒนธรรมใหม่ที่เหนือกว่ากลุ่มเดิมในแถบลุ่มน้ำปิง ในบางเรื่องเล่า ยังมีการสืบต่อไปอีกว่า เมื่อขุนหลวงวิรังคะพ่ายต่อพระนางจามเทวี มีการผนวกของสองกลุ่มเข้าด้วยกัน เมื่อมีการแต่งงานระหว่างโอรสแฝดของพระนางจามเทวี กับธิดาแฝดของขุนหลวงวิรังคะ อันเป็นตัวแทนว่า กลุ่มลัวะได้ถูกผนวกเข้าสู่ยังวัฒนธรรมของหริภุญไชย เมื่อเวลาล่วงเลยมาช่วงสมัยหริภุญไชย การสถาปนาความเชื่อแบบพุทธ ในแถบที่ราบลุ่มแม่น้ำปิง ก็เจริญรุ่งเรืองขึ้นมาก ทำให้มีการสร้างวัด และสิ่งก่อสร้างต่างๆ ตั้งแต่เชิงดอย ไปจนถึงสันกู่ ดังปรากฏหลักฐานศิลปะหริภุญไชย

            เวียงเจ็ดลินสมัยล้านนา ตั้งแต่สมัยราชวงศ์มังราย – สมัยเจ้าเจ็ดตน

            เวียงเจ็ดลินที่ปรากฏในเอกสารทางประวัติศาสตร์นี้ สร้างในสมัยของพระญาสามฝั่งแกน ในปี พ.ศ. ๑๙๕๔ เพื่อเป็นป้อมปราการ ในการป้องกันเมืองเชียงใหม่ ในคราวที่ท้าวยี่กุมกามพี่ชาย ได้ชักชวนพระญาไสลือไทแห่งสุโขทัย ยกทัพมาตีเชียงใหม่ และมาตั้งทัพอยู่บริเวณเชิงดอยเจ็ดลิน อันเป็นบริเวณเวียงเจ็ดลิน

            และน้ำจากเวียงเจ็ดลินก็เป็นที่ลืชาปรากฏในสมัยของพระญาไสยลือไทยกล่าวว่า “คูได้กินน้ำ ๗ ลิน ลำแก่ใจนัก น้ำที่ใดยังจักเปนดั่งน้ำ ๗ ลินนั้นชา” และใช้เป็นน้ำทิพย์ในการสรงน้ำพระธาตุเจ้าดอยทุง และใช้เป็นที่ต้อนรับแขกเมือง ในสมัยพระนางจิรประภามหาเทวีอีกด้วย

            เวียงเจ็ดลินยังมีความสำคัญมาจนถึงสมัยของเจ้าเจ็ดตน ดังสมัยของเจ้าหลวงพุทธวงศ์ (พ.ศ. ๒๓๖๙ – ๒๓๘๙) ก็มาประทับที่เวียงเจ็ดลิน ในระหว่างที่มีเคราะห์ จนมีการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดินเมื่อมีการรวมเข้ากับสยามในเวลาต่อมา

            เวียงเจ็ดลินในยุคการเปลี่ยนแปลง... หนึ่งฟ้าดินเดียว

            ในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ ในระหว่างปีพ.ศ. ๒๔๕๘ – ๒๔๖๘ เวียงเจ็ดลินก็ใช้เป็นที่ตั้งของโรงเรียนมหาดเล็กหลวง เชียงใหม่ แต่ในปลายรัชกาลที่ ๖ จึงยุบรวมกับโรงเรียนมหาดเล็กหลวงกรุงเทพฯ หรือวชิราวุธวิทยาลัยในปัจจุบัน ส่วนพื้นที่เดิมของโรงเรียนมหาดเล็กหลวงเชียงใหม่ ปัจจุบันคือ สำนัก

งานปศุสัตว์เชียงใหม่

            บางส่วนเป็นพื้นที่ของทางป่าไม้จังหวัดเชียงใหม่ ณ บริเวณของสวนรุกขชาติปัจจุบัน ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒ ก็ได้เป็นที่ตั้งฐานทัพญี่ปุ่น (ส่วนฐานทัพญี่ปุ่นที่ใช้ทำเป็นโรงพยาบาล จะอยู่ด้านทิศเหนือของเวียง) ทำให้พื้นที่มีความเสียหายหนัก ทางป่าไม้จังหวัดจึงได้จัดให้มีการฟื้นฟูเป็นสวนพฤกษศาสตร์ ในนามของ “สวนพฤกษศาสตร์ห้วยแก้ว” และต่อมาในปีพ.ศ.๒๔๙๙ มีการจัดพื้นที่เพื่อการท่องเที่ยวสำหรับประชาชนทั่วไป ในนามว่า “สวนรุกขชาติห้วยแก้ว”

            กอปรกับระยะเวลานั้นนายฮาโรลด์ เมสัน ยัง (Mr.Harold Mason Young) มิชชั่นนารีชาวอเมริกัน ได้ขอพื้นที่เชิงดอยสุเทพ จากทางผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่สมัยนั้น เพื่อก่อตั้งเป็นสวนสัตว์ ที่ย้ายมาจากบ้านเวฬุวัน ของนายกี – นางกิมฮ้อ นิมมานเหมินท์ มายังสวนสัตว์เชียงใหม่ในปัจจุบัน และเปิดให้บริการตั้งแต่วันที่ ๖ เมษายน พ.ศ. ๒๕๐๐ เป็นต้นมา

            ในวันที่ ๘ สิงหาคม ๒๕๐๐ ได้มีการวางศิลาฤกษ์การสร้างวิทยาลัยเทคนิค ภาคพายัพ ขึ้น ที่ต่อมาคือมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา ในปัจจุบัน ในขณะนั้นก็มีการรื้อแนวกำแพงลงเพื่อสร้างอาคารต่าง ๆ นอกจากนี้ ยังมีการขยายถนนห้วยแก้วในปี ๒๕๐๕ เพื่อรับพระราชอาคันตุกะจากต่างประเทศ ในการนี้มีการถมคูน้ำและรื้อแนวกำแพงดิน ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่ง ที่ทำลายโบราณสถานลงไปอีก

            แม้นว่าในสมัยหลังมีการส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัดเชียงใหม่ โดยเฉพาะในเชิงดอยสุเทพ มีการกล่าวขวัญถึงสถานที่ต่างๆ เช่นน้ำตกห้วยแก้ว สวนรุกขชาติห้วยแก้ว วังบัวบาน ฯลฯ แต่เวียงเจ็ดลินกลับเลือนหาย

 

            จากการศึกษาประวัติเวียงเจ็ดลินโดยสังเขปดังกล่าวมาทั้งหมดนี้  ล้วนขาดการปะทะสังสรร หรือความสัมพันธ์กับชุมชนโดยรอบ ในการนี้ เพื่อให้ความรู้เรื่องเวียงเจ็ดลินนี้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ทางศูนย์วัฒนธรรมศึกษาจึงได้จัดโครงการการจัดการความรู้เรื่องเวียงเจ็ดลินอย่างมีส่วนร่วมกับชุมชน โดยมีชุมชนช่างเคี่ยนเป็นชุมชนเป้าหมาย

            ชุมชนช่างเคี่ยน เป็นชุมชนเก่าแก่ หากย้อนไปถึงในช่วงสร้างวัดพระธาตุดอยสุเทพเป็นต้นมา ด้วยตำนานเรื่องเล่าว่าช้างได้มาเวียนอยู่บริเวณนี้ จึงเรียกว่า “ช้างเวียน” การเวียนรอบ มีอีกคำหนึ่งในภาษาล้านนา คือว่า ว่าเคียน เช่นผ้าเคียนหัว ซึ่งคือผ้าพันหัวหรือผ้าโพกศีรษะ ช้างเวียนจึงผันเป็นช้างเคียน และกลายมาเป็นช่างเคี่ยนในปัจจุบัน

            แต่คำว่าช่างเคี่ยน ยังกลับกลายมีความหมายถึงช่างในล้านนา เมื่อกล่าวถึงชุมชนช่าง มักจะอ้างว่าชุมชนนี้เป็นชุมชนช่างกลึง โดยคำว่าเคี่ยน คือว่ากลึงในภาษาไทย เช่นเดียวกับชื่อชุมชนที่ขึ้นต้นด้วยคำว่าช่างหลายๆ ชุมชน เช่น ช่างแต้ม ช่างฆ้อง ช่างคำ ช่างกระดาษ เป็นต้น แต่ปรากฏว่าในชุมชนแห่งนี้ไม่ปรากฏการมีถึงช่างเคี่ยนเลยแม้แต่น้อย ถึงแม้ว่าในสมัยก่อนจะมีโรงงานแกะสลักไม้ ของนายวิเชียร พิมพ์ประเสริฐ[๒] ที่ชาวบ้านช่างเคี่ยนเข้ามาเรียนรู้และทำงานด้วยเท่านั้นเอง

            ชุมชนช่างเคี่ยนนั้น แต่เดิมจะอยู่บริเวณใกล้กับวัดช่างเคี่ยน และบริเวณห้าแยกช่างเคี่ยน และขยายไปทางทิศเหนือ เลยป่าช้าไปเรียกว่า “บ้านหัวโต้ง” หรือบ้านหัวทุ่ง เลยนั้นไปจะเป็นที่ของทหาร ด้วยช่างเคี่ยนแต่ก่อนทำนาเป็นหลัก และอาศัยน้ำจากห้วยช่างเคี่ยน ในการทำนา โดยนา จะกินบริเวณกว้าง ตั้งแต่ช่างเคี่ยนไปถึงเจ็ดยอด รวมถึงไปทางฝั่งหลังโรงแรมเชียงใหม่ภูคำ จนถึงบ้านป่าห้า

            พ่อหลวงบุญยืน อนนท์สมิง ได้เล่าให้ฟังถึงอาชีพของชาวบ้านช่างเคี่ยนว่า นอกจากทำนาแล้ว ชาวบ้านช่างเคี่ยนจะเก็บของป่ามาขาย ตามน้ำห้วยช่างเคี่ยนทางค่ายลูกเสือไปจนถึงนาไร่หลวง (ปัจจุบันเป็นที่อยู่ชาวม้ง) โดยเฉพาะตองตึงมาขาย ตองตึงใช้ห่อข้าวก็ได้ นำมากรองเป็นตับมุงหลังคาก็ได้ เก็บมาจนเต็มตะกร้า ขายได้ ๖ – ๗ บาท นอกจากนี้ยังรับจ้างตัดไม้ปอกเปลือกเอาลงป่ามา ได้ต้นละ ๖ บาท พอถึงฤดูมดแดงก็ไปสอยไข่มดแดงมาขาย และมีการทุบหินขาย ๒๐ ปี๊บ ได้ ๘ บาท นอกจากนี้ ปั้นอิฐ ปั้นกระเบื้อง อันเป็นอาชีพของชาวบ้านช่างเคี่ยน

            ส่วนการใช้พื้นที่ของลำห้วยนั้น ส่วนใหญ่ชาวบ้านช่างเคี่ยนจะใช้น้ำห้วยช่างเคี่ยนเป็นสำคัญ ทั้งที่หาปู หาปลา บางแห่งก็ไปตกเบ็ด บางแห่งก็ใช้ลูกตะขบ (บ่าเกว๋น) ทุบให้แหลก ลงแช่น้ำ พอให้ปลาเมาก็จับปลาขึ้นมา พ่อหลวงพ่อหลวงบุญยืน อนนท์สมิงกล่าวอีกว่า แต่น้ำน้ำห้วยนี้ใสมาก มีปริมาณมาก น้ำห้วยกว้างและลึก หากเวลาน้ำนองจะน้องขี่ควายข้ามไป ถึงจะข้ามได้ บางทีก็ไปหาปลาบู่ที่ห้วยแก้ว

            ส่วนในพื้นที่เวียงเจ็ดลิน พ่อหลวงบุญยืน เล่าว่า ที่นั้นมีบ่อ น้ำศักดิ์สิทธิ์ที่ไหลออกมาตลอด และมักได้ยินถึงการที่มีคนไปขุดพระวัดหมูบุ่น ไปขายได้ราคาแพง เพราะพระเครื่องกรุวัดหมูบุ่นนี้ดัง อาจจะเป็นพระคง เคยพ่อหลวงบุญยืนเคยได้พระคงแดง ที่ป่าช้าช่างเคี่ยนนี้องค์หนึ่งเขาฝังไว้กับคนตาย ขณะที่พ่อหลวงบุญยืนเป็นท้ายรถขุดดินเอาไปถมที่ แล้วมีคนได้พระมา เอามาขายให้ ๕ บาท ต่อมามีกลุ่มผู้ก่อการร้าย จะซื้อเอา ๘๐๐ บาท ด้วยเงินแต่ก่อนหายาก ปัจจุบันนี้ราคาอาจจะเป็นแสน ตอนนั้นเรารู้เท่าไม่ถึงการณ์จึงได้ขายไป

            จากคำบอกเล่าจะพบว่า ชาวบ้านช่างเคี่ยนจะหากินตามลำห้วยช่างเคี่ยนไปถึงบนดอยขุนช่างเคี่ยน ด้วยด้านบนมีนาเก่า เรียกว่านาไฮ่หลวง หรือนาลัวะ ที่เป็นที่เลี้ยงควายในฤดูว่างเว้นจากการทำนา และเก็บของป่าหากินในละแวกนี้ โดยมักจะไม่ข้ามไปทางหลังป่าช้าช่างเคี่ยนเท่าใดนัก และนายต๋า สุขเกษม กล่าวว่าผู้เฒ่าผู้แก่มักจะห้ามเด็กไม่ใช้ไปในพื้นที่แถวนั้น ด้วยกลัวว่าผีจะทำร้ายทำให้ไม่สบายได้

            การที่ออกไปหาของป่าในละแวกใกล้เคียง ส่วนทางด้านเหนือบางทีก็สามารถวกลงไปหาของป่ายังในเวียงเจ็ดลินได้ แม่เรือนแก้ว อนนทยีได้เล่าให้ฟังว่า มีแม่อุ๊ยต๋า ไปห้วยไปดอย แล้วเห็นหมูทองคำออกมา แต่ไม่สามารถจับเอาไม่ได้ ใกล้กับวัดร้างตรงนั้นจึงได้ชื่อว่า วัดหมูบุ่น

            นอกจากนี้ยังเล่าว่าพื้นที่ที่เป็นมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล ไล่เลยไปถึงที่ของสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในรัชกาลที่ ๗ มักใช้เป็นสถานที่เลี้ยงวัวเลี้ยงควายของชาวบ้านช่างเคี่ยน

            ส่วนพื้นที่ด้านทิศเหนือของเวียงเจ็ดลิน ชาวบ้านช่างเคี่ยนมักไม่เข้าไป คุณแม่เรือนแก้ว อนนทยี ได้เล่าว่าแถวนั้นเป็นพื้นที่ที่มีผีมาก ไม่กล้าขึ้นไปคนเดียว หรือหากจะไปมักจะไปถึงแค่ซอยค่ายลูกเสือซอย ๑ ไปจรดซอยพระนางเท่านั้นไม่ขึ้นไป

            จากคำบอกเล่าของชาวบ้านและอาจารย์จำเหลาะ สมจิตต์ อาจารย์อาวุโสของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา ที่เข้ามาอาศัยตั้งแต่ตั้งเป็นวิทยาลัยเทคนิคภาคพายัพ ได้เล่าว่าต่อมาพื้นที่ตรงนั้นมีการบุกเบิกแผ้วถางจับจองจากคนที่อยู่ในเมือง มาเบิกพื้นที่แถวนั้น กอปรกับมีชาวกะเหรี่ยงที่มากับครูบาศรีวิชัยในการสร้างทางขึ้นดอยสุเทพ ก็เข้ามาอยู่อาศัยในพื้นที่เหนือเวียง พร้อมกับชาวดอยเต่าที่หนีน้ำท่วมก็มาอาศัยในด้านนอกเวียงเจ็ดลิน

            “เขาหาว่าผมบ้า” อาจารย์จำเหลาะ สมจิตต์ ได้กล่าวเช่นนั้น เพราะเข้าไปอาศัยในพื้นที่ ที่ชาวบ้านไม่เข้าไปอยู่และเกรงกลัว

            อาจารย์จำเหลาะได้เล่าถึงพื้นที่เวียงเจ็ดลินในช่วงหนึ่งว่า หลังจากที่หมดโรงเรียนมหาดเล็กหลวง พื้นที่ในเขตเวียงเจ็ดลินนั้นก็เป็นพื้นที่ของราชพัสดุ กลุ่มที่มาใช้ประโยชน์ได้แก่กรมปศุสัตว์โดยปลูกหญ้า ปลูกข้าวโพด เพื่อการเลี้ยงสัตว์ ด้วยห่างไกลจากชุมชนและตัวเมือง ต่อมาทางวิทยาลัยเทคนิคภาคพายัพ ก็มาขอใช้ในพื้นที่ในเขตเวียงเจ็ดลิน เพียงเสี้ยวหนึ่ง (ทางด้านตะวันออกของเวียงเจ็ดลิน) โดยแรกเริ่มมีการสร้างเป็นอาคารกำมะลอมุงตองตึง เป็นอาคารฝึกของโรงงาน บางส่วนก็ไปเรียนที่บริเวณแจ่งหัวริน ยังตึกอาสาสงคราม

            ทางวิทยาลัยเห็นว่าพื้นที่วิทยาลัยที่อยู่ในตัวเวียงเก่านั้นคับแคบ จึงทำเรื่องไปยังมหาดไทย ขอใช้พื้นที่ตะวันออกไปจรดลำห้วยช่างเคี่ยน เพื่อใช้เป็นพื้นที่ของวิทยาลัยในตอนนั้น พื้นที่ที่เคยใช้ปล่อยวัวปล่อยควาย ก็ถูกใช้เป็นสถานศึกษาไป

            ส่วนพื้นที่ใกล้เคียงนั้นก็เป็นพื้นที่ของเอกชนที่มาจับจองและซื้อขายกันไปบางส่วน ใช้เป็นพื้นที่ของการปลูกผักของโกสิ่ว หรือนายอุดมสิทธิ์ โกมลพงศ์ภักดี ต่อมาประมาณปีพ.ศ.๒๕๑๖ มีการปลูกสตรอเบอรี่ โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ ได้พระราชทานพันธุ์สตรอเบอรีมาแจกให้กับเกษตรกร ในชุมชนช่างเคี่ยน และมีการปลูกสตรอเบอรีกันอย่างกว้างขวาง ในบ้านช่างเคี่ยนไปจนถึงเจ็ดยอด[๓] และในพื้นที่ด้านทิศเหนือของเวียงเจ็ดลินด้วย นับว่าเป็นเจ้าแรกๆ ในจังหวัดเชียงใหม่ที่มีการปลูกสตรอเบอรี แต่ต่อมาการปลูกสตรอเบอรี่ในชุมชนช่างเคี่ยนก็เลิกไป

            พื้นที่โดยรอบเวียงเจ็ดลินยังพบโบราณสถานเก่าที่ปัจจุบันได้สูญหายไปแล้ว จากคำบอกเล่าของอาจารย์จำเหลาะ สมจิตต์ เล่าว่ามีวัดเก่านอกเวียงหลายวัด เช่น วัดน้อย ด้านตะวันตกเฉียงเหนือของเวียงเจ็ดลิน ยังคงเหลือเศษอิฐ และใครมาอาศัยอยู่ในบริเวณนั้นไม่ได้ และอีกที่หนึ่ง เลยซอยพระนางขึ้นเนินก่อนที่จะโค้งเลี้ยวซ้าย เคยมีเจดีย์เก่าอยู่สามองค์ตรงนั้น และพื้นที่ส่วนด้านทิศเหนือของเวียง นอกจากนี้ยังมีวัดกู่ดินขาว ในสวนสัตว์ ในเวียงก็จะมีวัดหมูบุ่น นอกจากนี้ยังมีซากวัดเก่าในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ด้วย เช่นที่ประตูหน้ามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ บริเวณศาลาธรรม เป็นต้น”

            นอกจากนี้ บรรยากาศของเวียงเจ็ดลิน ยังหล่อหลอมศิลปินล้านนาที่ยิ่งใหญ่คนหนึ่ง คือ จรัล มโนเพ็ชร สมัยที่จรัล มโนเพ็ชรมาเรียนหนังสือ เมื่อปี ๒๕๐๙ และแต่งเพลง “บ้านบนดอย” ในปี ๒๕๑๔  ตอนที่จรัล มโนเพ็ชร มาเรียนบัญชีกับ อ.จำเหลาะ สมจิตต์ และศึกษาเรียนรู้ถึงการแต่งเพลง ในบรรยากาศของธรรมชาติเวียงเจ็ดลิน อันประกอบไปด้วย เสียงน้ำตกของน้ำตกตาดเหมย น้ำตกห้วยแก้ว และเสียงลมพัดหวีดหวิว  ในขณะนั้นก็ได้แต่งเพลง “ไล่เหล่า” ออกมา แต่มาอีกหลายปี เมื่อจบไป ก็ได้กลับมาเยี่ยม อ.จำเหลาะอีกครั้ง ในครั้งนั้นพบกับบรรยากาศของเวียงเจ็ดลินในฤดูหนาว ที่มีการจี่ข้าวเหนียวกิน เลยออกมาเป็นบทเพลงบ้านบนดอย ท่อนหนึ่งที่ว่า

            “...บ้านบนดอย บ่มีแสงสี    บ่มีทีวี บ่มีน้ำประปา

บ่มีโฮงหนัง โฮงนวด คลับบาร์          บ่มีโคล่า แฟนต้า เป๊บซี่

บ่มีเนื้อสัน ผัดน้ำมันหอย                คนบนดอย ซอบกินข้าวจี่

บ่มีน้ำหอม น้ำปรุงอย่างดี               แต่หมู่เฮามี ฮึม มีน้ำใจ๋

            นอกจากนี้ เพลงของวิทยาลัยเทคนิค ภาคพายัพ ทั้ง ๔ เพลงก็ยังเป็นที่รู้จัก และทำให้ผู้คนทั้งชุมชนช่างเคี่ยน, นักศึกษาของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา ได้ยินถึงเวียงเจ็ดลินจากเพลงเหล่านี้

            เพลงวังเจ็ดลิน เป็นเพลงที่ทำให้คนรู้จักเวียงเจ็ดลินในระดับหนึ่ง  เพลงนี้เกิดขึ้นในคาบวิชาเศรษฐศาสตร์ โดย อ.จำเหลาะ สมจิตต์ ได้เล่าประวัติความเป็นมาของเวียงเจ็ดลินให้กับนักศึกษาในชั้นเรียนฟัง และให้แต่ละคนเขียนเป็นเพลงหรือเป็นกลอนออกมา ในที่สุดก็ได้เนื้อเพลงของคุณอรพรรณ จารุเศรณี และอ.จำเหลาะ สมจิตต์ เป็นผู้ให้ทำนอง และทำดนตรีและขับร้องโดยวงดนตรีสุนทราภรณ์

                        “วังเจ็ดรินถิ่นนี้เหมือนมีมนตรา       

            ใครได้มาจะพาเคลิ้มใจยามมอง

            โน่นดอยสุเทพเทพดำรงทรงเฝ้าคุ้มครอง

            พระธาตุเรืองรองดังต้องด้วยแสงสุรีย์

                        เพลินวิญญาณ์เพลินขวัญตาทุกยาม

            นั่นคือสนามแสนงามด้วยความขจี

            แคฝรั่งวังของเรานี้

            เห็นอยู่แรมปีผลิดอกออกเป็นแถวไป

                        เนินเขาเบื้องหลังวังชื่น

            ดาษดื่นด้วยสักพะยอมมีดอกหอมย้อมใจ

            เสียงนกในป่าคะนองร้องเพลงแต่ไกล

            ห้วยธารก็ใสเมื่อมองแล้วใจชื่นบาน

                        วังเจ็ดรินถิ่นนี้ทุกปีเคยเนา

            ใจพวกเราผูกพันทุกวันและวาน

            หากแม้นคิดเปรียบเทียบวังเราก็เท่าวิมาน

            มีป่ามีธารตะหง่านดอยสูงสุดตา”

                        เราภูมิใจความวิไลของวัง

            หทัยเราฝังรักวังดังดวงชีวา

            อันพระธาตุงามเหนือภูผา

            ศูนย์ร่วมบูชาร่วมหน้าสามัคคี

                        ครานี้พอเห็นแคร่วง

            สุดห่วงสุดหักอาลัยจำจากไกลน้องพี่

            ถึงกายจะห่างไม่จางสัมพันธ์ที่มี

                        เทคนิคครานี้ลาทีหนอวังเจ็ดริน

            ส่วนเพลงอื่นๆ ก็มี อ.สามภพ เชิญธงชัย ก็อยากจะเขียนเพลงบ้าง เลยเขียนเป็นกลอนมา ในเพลงครูบาศรีวิชัย ต่อมาเปลี่ยนชื่อมาเป็น เพลงตามความฝัน  พอเปลี่ยนจากเทคนิคภาคพายัพ มาเป็นสถาบันเทคโนโลยีราชมงคล ก็เปลี่ยนชื่อเป็นไหว้สาครูบาเจ้าและเปลี่ยนเนื้อเล็กน้อย โดยเพลงนี้ ทำนองโดยครูเอื้อ สุนทรสนาน

                        “สูงเด่นเป็นสง่างามล้ำค่าวิทยาลัย

            เทคนิคแห่งเชียงใหม่มิ่งขวัญใจชาวนครพิงค์

            ครูบาศรีวิชัยปกป้องภัยให้สุขยิ่ง

            ร่วมแรงร่วมใจจริงทั้งชายหญิงทุกสิ่งสรรพ์

                        เราชาววังเจ็ดรินอันเป็นถิ่นเมืองโบราณ

            ขุนเขาและสายธารห้วยละหานกั้นเวียงมา

            บัดนี้เป็นที่ตั้งแห่งเวียงวังการศึกษา

                        พวกเราชาวล้านนาทุกถ้วนหน้าภาคภูมิใจ...”

            ส่วนอีกสองเพลง คือเพลงมาร์ชวิทยาลัยเทคนิคภาคพายัพ และรำวงสาวชาววัง สองเพลงหลังนี้ อ.จำเหลาะ สมจิตต์ ได้เล่าเรื่องราวของเวียงเจ็ดลิน และวิทยาลัยเทคนิคภาคพายัพ ให้ครูเอื้อ สุนทรสนานฟัง ขณะที่มาเปิดการแสดงอยู่ที่โรงหนังจินทัศนีย์ เลยออกมาเป็นอีกสองเพลง

            เพลงมาร์ชวิทยาลัยเทคนิคภาคพายัพ ขอคัดเนื้อเพลงบางส่วนมาดังนี้

                        “วังเจ็ดรินถิ่นตั้งวิทยาลัย

            นามนั้นเกริกไกรก้องไปทั่วในธาตรี

            เราภูมิภาคพายัพยงยศเยี่ยมในศักดิ์ศรี

                        อาชีวะแห่งนี้มากมีหลักการ

                        ฯลฯ”

            ส่วนเพลงรำวงสาวชาววังขอยกท่อนที่กล่าวถึงวังเจ็ดลินมาเป็นตัวอย่าง ดังนี้

                        “...โย้นโย้นแม่สาวชาววัง    สาวน้อยร้อยชั่งชาววังเจ็ดริน

            นึกรักแม่โฉมยุพิน                         สาวงามเวียงพิงค์เสมือนต้องมนต์

            นะแม่สาวพายัพรับรักพี่สักคน         พี่ปรารถนาขวัญตาหน้ามน

                        มาสร้างกุศลทำบุญรักไว้ร่วมกัน...”

            การที่เพลงของสถาบันสี่เพลงแรกที่ออกมา ทุกเพลงล้วนแล้วแต่บอกกล่าวถึง “เวียงเจ็ดลิน” ทุกเพลง ด้วย ตัวอาจารย์จำเหลาะ เป็นผู้ศึกษาเรื่องเวียงเจ็ดลิน ทำอย่างไรจะให้คนรู้จักเวียงเจ็ดลินให้มากขึ้น และนี่เป็นเวียงลัวะ ล้านนา มีคนพื้นถิ่นเป็นชาวลัวะ และชาวลัวะไม่หายไปไหน และยังอยู่จนทุกวันนี้ จึงได้เล่าเรื่องราวเหล่านี้ให้ทางคณะสุนทราภรณ์ถ่ายทอดออกมาเป็นบทเพลง ให้ได้รับฟังถึงปัจจุบัน

 

* ถอดองค์ความรู้จากโครงการ การจัดการความรู้เรื่องเวียงเจ็ดลินอย่างมีส่วนร่วมกับชุมชน โดยศูนย์วัฒนธรรมศึกษา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา ณ วัดช่างเคี่ยน ต.ช้างเผือก อ.เมือง จ.เชียงใหม่ เมื่อวันที่ ๑๘ พฤษภาคม ๒๕๖๐

[๑] เนื้อหาฉบับเต็ม อยู่ในวารสารเวียงเจ็ดลิน ปีที่ ๓ ฉบับที่ ๑

[๒] โดยคุณเรือนแก้ว อนนทยี ได้เล่าไว้ในหนังสือ ย่านห้วยแก้ว (สังคมเมืองเชียงใหม่เล่มที่ ๔๒) ของ พ.ต.อ.อนุ เนินหาด

[๓] อนุ เนินหาด,พ.ต.อ. ย่านห้วยแก้ว (สังคมเมืองเชียงใหม่เล่มที่ ๔๒) (เชียงใหม่:บริษัทนพบุรีการพิมพ์จำกัด, ๒๕๕๗) หน้า๑๙๑

หมวดหมู่: หมวดที่ 1: ฐานข้อมูลหมู่บ้านชุมชนปัจจัยพื้นฐานเกี่ยวกับหมู่บ้าน ข้อมูลบ้านที่ควรจะพัฒนายกระดับคุณภาพ ชีวิต 9 มิติ

มิติด้าน: ทั่วไป

Tags: เวียงเจ็ดลิน

 


Published: 2017-06-20 15:50:17
20 Jun 2017 15:50:17
58 | Last visitor: 2017-10-19 16:16:28
© 2017 Kblogger HR-Blog | Kaewpanya
สถาบันถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่ชุ่มชน