Rainbow Kblogger

#เทคนิคและวิธีเลี้ยงปลานิล

#เทคนิคและวิธีเลี้ยงปลานิล

 

#เทคนิคและวิธีเลี้ยงปลานิล
การเลี้ยงปลานิลมี 2 แบบ

1.เลี้ยงปลานิลธรรมดา คือปล่อยแบบธรรมชาติ ให้ออกลูกเอง แบบนี้ไม่เหมาะกับการเลี้ยงเชิงพานิชย์

2 เลี้ยงปลานิลหมัน เลี้ยงโดยการขุนอาหาร โตเร็ว เหมาะสำหรับเลี้ยงไว้ขาย แต่.ในการเลี้ยงต้องมีเทคนิคนิดหน่อย ไม่อย่างนั้นอาจจะทำให้เราขาดทุนได้

เทคนิคคือให้นำลูกปลานิลหมันมาลง ประมาณ 1000 ตัว ปลาตะเพียน 500 ตัว ปลาจีน (หรือยี่สกเทศ )500 ตัวพอ เพราะปลาแต่ละชนิดจะกินอาหารต่างชั้นกัน ปลาตะเพียนชอบกินอาหารลอยน้ำ ปลายี่สกเทศ กับปลาจีน จะชอบเก็บกินเศษอาหารตามก้นบ่อ ถ้าเรามีเศษผักเหลือๆ เราก็เอามาโยนให้กินได้ และเศษอาหารที่จมอยู่ก้นบ่อก็จะเป็นอาหารของ ปลายี่สกเทศ กับปลาจีน

การเตรียมบ่อเลี้ยงปลานิล
การเตรียมบ่อขุดให้ลึกประมาณ 1.50 เมตร ขนาดกว้างยาวตามพื้นที่ของเราต้องการ
ในกรณีที่ขุดบ่อใหม่ดินมักเป็นกรด ควรใช้ปูนขาวโรยเพื่อปรับให้ดินมีความเป็นกลาง โดยใช้ปูนขาว 1 กิโลกรัม ต่อ 10 ตารางเมตร

วิธีทำน้ำเขียวทำเพื่อเลี้ยงปลานิล 
1.ใส่มูลสัตว์ เช่น หมู ไก่ ควาย ค้างคาว 100-300 กก./ไร่/เดือน
2.ใส่ปุ๋ยทริปเปิลซุปเปอร์ฟอสเฟต (ปุ๋ยสูตร 0-46-0) 3 กก./ไร่/สัปดาห์ และปุ๋ยยูเรีย (สูตร 46-0-0) 2 กก./ไร่/สัปดาห์

ให้ทำก่อน 5 วัน ก่อนนำปลามาปล่อย

เมื่อน้ำในบ่อปลาของเราเขียวพอดีแล้ว (เอามือจุ่มลงในน้ำระดับข้อศอกให้มองเห็นฝ่ามือลางๆ เป็นใช้ได้ ถ้ามองเห็นชัดแจ๋วแสดงว่าปริมาณความเขียวน้อยต้องเติมโดยการทำอย่างที่กล่าวมา ถ้ามองไม่เห็นฝ่ามือแสดงว่าเขียวหรือุ่นมากควรงดทำน้ำเขียวในบ่อ หรือเปลี่ยนน้ำบ้างก็ดี เพื่อให้ความเขียวอยู่ระดับพอดีดังที่กล่าวมาแล้ว)

ประโยชน์ของน้ำเขียว
1. เป็นอาหารของปลาโดยตรง (ปลาจะหุบเอาน้ำเข้ามากแล้วผ่ายออกทางเหงือกพวกแพลงก์ตอนก็จะถูกกรองไว้ที่คอหอยของปลา ปลาก็จะกลืนเข้าเป็นอาหารได้เลย)

2. ช่วยผลิตออกซิเจนในน้ำ (น้ำเขียวคือพืชเล็กๆพืชต้องสังเคราะห์แสงและจายคายออกซเจนออกมาตามธรรมชาตอยู่แล้ว และเมื่อมีพืชในน้ำก็จะมีอกซิเจนในน้ำเช่นกัน) ปลาก็อาศัยออกซิเจนหายใจเพียงพอ

3. ช่วยกำจัดคาร์บอนไดออกไซด์ และสิ่งขับถ่ายของปลาในน้ำ (การสังเคราะห์แสงของพืชต้องใช้คาร์บอนไดออกไซด์ในการหายใจของพืช และใช้ขี้ปลาเป็นปุ๋ยในการสร้างอาหารของพืชเล็กๆเหล่านั้น คือจะเป็นวัฏจักรของมันเองตามธรรมชาติอยู่แล้ว)

ขอเสนอแนะ
1. ต้องปรับคุณสมบัติของน้ำด้วยปูนขาวก่อน แล้วจึงใส่ปุ๋ยทั้งหมดเข้าด้วยกัน (ปรับน้ำให้พืชอยู่ได้)
2. ปุ๋ยวิทยาศาสตร์ที่ใช้ ต้องละลายน้ำก่อนทุกครั้งก่อนสาดให้ทั่วบ่อ(อย่าหว่านเป็นเม็ด )
3. น้ำในบ่อต้องไม่ไหลออกจากบ่อ (จะนำปุ๋ยออกด้วย)
4. ไม่ควรให้มีพืชน้ำ เช่น บัว จอก แหน คลุมผิวน้ำ เพราะแดดจะส่องลงไม่ถึงก้นบ่อ
5. อย่าให้น้ำเขียวเข็มเกินไป เพราะปลาจะลอยหัวตอนเช้ามืด(เนื่องจากกลางคืนพืชคายคาร์บอนไดออกไซด์ออกมา ถาน้ำเขียวมากแสดงว่าพืชมีมากก็ขับก๊าซคาร์บอนไดออกไซออกมามาก น้ำก็มีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากปลาก็ไม่มีออกซิเจนหายใจ จึงลอยหัวขึ้นมาฮุบอาการตรงบริเวณผิวน้ำซึ่งมีออกซิเจนในอากาศอยู่)

6. น้ำสีน้ำตาลเข็ม แสดงว่าใส่ปุ๋ยคอกมากไป เกิดการเน่าสลายมาก ควรเติมน้ำเพิ่มลงไปให้เจือจาง
7. การใส่ปุ๋ยในบ่อปลา ควรที่จะนำปุ๋ยที่ผสมเสร็จตามสูตรแล้วใส่ถุงปุ๋ยนำไปแขวนไว้ให้ละลายออกมาเองจะดีกว่า

การให้อาหารปลานิล

โดยทั่วไปปลานิลจะกินอาหารตามธรรมชาติและอาหารที่คนให้ ซึ่งอาหารตามธรรมชาติสามารถทำได้โดยโรยปุ๋ยมูลสัตว์แห้งลงในเพื่อให้เกิดอาหารธรรมชาติ เช่น ตะไคร่ ไรน้ำ ตัวอ่อนแมลงในน้ำ

โดยสังเกตจากสีของน้ำ ถ้ามีสีเขียวแสดงว่ามีอาหารธรรมชาติจำพวกพืชน้ำ แต่ถ้ามีสีคล้ำแสดงว่ามีอาหารธรรมชาติจำพวกไรน้ำ ซึ่งทั้งสองเป็นอาหารตามธรรมชาติที่สำคัญในการเลี้ยงปลานิล

ส่วนอาหารเสริมเพื่อให้ปลาได้รับอาหารครบถ้วน เช่น รำ ปลายข้าว กากถั่วต่าง ๆ ให้ประมาณ 5% ของน้ำหนักปลาที่เลี้ยง เพราะถ้าให้มากเกินไปจะทำให้น้ำเน่าเสียเร็ว

วิธีทำอาหารสำหรับปลานิลเพื่อลดต้นทุน

ส่วนผสม 
1. รำ 6 กิโลกรัม 
2. เปลือกถั่วเหลือง 1 กิโลกรัม 
3. เศษผัก 3 กิโลกรัม

วิธีการทำ 
นำรำ เปลือกถั่วเหลือง และเศษผักในอัตราส่วนที่กำหนด มาต้มรวมกัน ต้มไว้ประมาณ 20 นาที ก็สามารถนำไปเทให้ปลากินได้ โดยให้กินวันละ 1 ครั้ง

 

รวบรวมสูตรอาหาร"ปลากินพืช" สูตรประหยัด..ทำเอง

1.สูตรอาหารเลี้ยงปลากินพืช มีส่วนผสมคือ แหน 5 กิโลกรัมรำละเอียด 1 กิโลกรัม และน้ำหมักปลา ที่ได้จากการนำเศษปลาที่เหลือทิ้งมาหมัก วิธีการทำ โดยนำแหนและรำละเอียดมาคลุกเคล้าให้เข้ากัน จากนั้นเทน้ำหมักปลาลงไป1 ลิตร คลุกเคล้าส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากันอีกครั้ง ก็สามารถนำไปใช้เลี้ยงปลาได้โดยปั้นเป็นก้อนๆ โยนให้ปลากิน คุณลุงบุญลือจะเริ่มให้อาหารสูตรนี้ เมื่อปลาอายุได้ประมาณ 1 เดือนเศษ 

ในช่วงเวลาเช้าหรือเวลาเย็นก็ได้ วันละ 1 ครั้ง บ่อละ 1 กิโลกรัม ซึ่งเลี้ยงปลาไว้บ่อละประมาณ 4,000 ตัว ในแต่ละวันเกษตกรจะมีค่าต้นทุนอาหารปลา เพียงค่ารำละเอียดมื้อละ 2 บาทเท่านั้น ใช้เวลาเลี้ยงประมาณ 6 - 8 เดือน ก็จับปลาไปขายได้ น้ำหนักตัวละประมาณ 3 ขีด วิธีนี้จะช่วยลดต้นทุนค่าอาหารลงได้มากกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ แต่ถ้าช่วงใดในแหล่งน้ำไม่มีแหน เกษตรกรจะใช้ต้นกล้วยแทน โดยนำมาหั่น และตำให้ละเอียดก่อน จึงนำไปคลุกกับรำละเอียดและน้ำหมักปลาให้ปลากินแทน ซึ่งก็ได้ผลดีเช่นกัน ถ้านำอาหารปลาสูตรนี้ ไปตากแดดให้แห้ง แล้วอัดเม็ด จะเก็บไว้ใช้ได้นานหลายเดือน เกษตรกรที่สนใจสามารถนำวิธีการนี้ ไปปรับใช้เพื่อลดต้นทุนค่าอาหารในการเลี้ยงปลาได้

2.การทำอาหารปลากินพืชสูตรประหยัด
อาหารปลากินพืช ใช้ได้กับปลากินพืชทุกชนิด ส่วนผสมเหมือนกันกับสูตรอาหารปลากินนื้อแต่ใช้ปริมาณไม่เท่ากัน ในส่วนของอาหารปลากินพืชจะใส่พืชเยอะ อาหารปลากินเนื้อจะใช้อาหารเสริมโปรตีนเยอะ ตามธรรมชาติของปลา

สูตรอาหารปลากินพืช ใช้ได้กับปลากินพืชทุกชนิด
ส่วนผสม
1. พืชสีเขียว เช่น ผักบุ้ง กระถิน ฯลฯ 5 กก.
2. ปลาป่นหรือหอยเชอรี่ 1 กก.
3. รำละเอียด 2 กก.
รำละเอียด วัตถุดิบอาหารที่ที่เป็นผลพลอยได้จากการสีข้าว เช่นเดียวกับปลายข้าว แต่ว่ารำละเอียดมีไขมันเป็นส่วนประกอบอยู่ในระดับค่อนข้างสูงมาก(ประมาณ 12-13 เปอร์เซ็นต์)และเป็นไขมันที่หืนได้ง่าย ในภาวะที่อากาศร้อน และมีความชื้นในอากาศสูง รวมทั้งมีการถ่ายเทอากาศไม่ดีเช่นสภาวะการเก็บรำละเอียดในกระสอบป่านธรรมดา รำละเอียดจะเริ่มหืนเมื่อเก็บไว้ 30-40 วัน และไม่เหมาะที่จะนำมาเลี้ยงสัตว์ คุณสมบัติมีโปรตีนประมาณ 12 เปอร์เซ็นต์ แต่ถ้าเป็นรำที่ได้จากโรงสีขนาดกลาง หรือเล็กซึ่งเรียกกันโดยทั่วไปว่า รำปิ่นแก้ว จะมีโปรตีนต่ำกว่าประมาณ 7 เปอร์เซ็นต์ เนื่องจากมีส่วนของแกลบปนอยู่มากมีไขมันสูง 12-13 เปอร์เซ็นต์ ทำให้หืนง่ายเก็บไว้ได้ไม่นาน มีไวตามินบี ชนิดตางๆสูง ยกเว้นไนอะซีน ซึ่งอยู่ในรูปสัตว์ใช้ประโยชน์ได้น้อย ฉะนั้นเกษตรกร ควรเลือกซื้อรำที่ใหม่และไม่มีการปลอมปนด้วยวัสดุต่างๆ เช่น ดินขาวป่น หินฝุ่น ซังข้าวโพดบดละเอียดเป็นต้นและไม่ควรเก็บรำละเอียดไว้นานเกิน 30-40 วัน เพราะรำละเอียดจะเริ่มหืนเสียคุณค่าทางอาหาร
4. ปลายข้าวต้มสุก 1 กก.
5. ข้าวโพดป่น 1 กก.
6. กล้วยน้ำว้า/ฟักทอง/มะละกอ (ใช้อะไรก็ได้) 1 กก.
7. เกลือ 2 ขีด
8. กากน้ำตาล 5 ช้อนโต๊ะ
9. EM หรือน้ำจุลินทรีย์ 2 ช้อนโต๊ะ ( ถ้าไม่มีก็ใช้น้ำหมักชีวภาพสูตรหอยเชอรี่ สูตรปลา เหมาะจะใช้ในสูตรอาหารปลากินสัตว์ น้ำหมักเปลือกมังคุด น้ำหมักพืชผัก เหมาะสำหรับใช้ในสูตรอาหารปลากินพืช หรือสูตรไหนแทนก็ได้)

วิธีทำ
นำหอยเชอรี่มาบดทั้งเปลือก/ปลาป่น ข้าวโพดป่น จากนั้นนำส่วนผสมทั้งหมดมาใส่ในกะละมัง ตามอัตราส่วนกำหนดข้างต้น ผสมให้เข้ากัน หากต้องการทำให้เป็นเม็ดก็นำเข้าเครื่องอัดเม็ด โดยขนาดนั้นสามารถเลือกได้ตามต้องการ หรือจะปั้นเป็นก้อนก็ได้ ขนดเล็กใหญ่ แล้วแต่ขนาดขอลปลา จากนั้นนำไปผึ่งลมให้แห้ง
การนำไปใช้
นำไปหว่านให้ปลากิน วันละครั้ง 2 มื้อ เช้า-เย็น หว่านให้ทั่วบ่อ จุดเดิมเสมอ เพื่อให้ปลาเคยชิน หว่านให้ปลากินหมดภายใน 30 นาที
ประโยชน์
1. ใช้เป็นอาหารปลากินพืชได้ทุกชนิด 
2. ปริมาณที่ใช้ โดยใช้วิธีสังเกต ให้อาหารปลาจะกินหมดภายใน 30 นาที
3. ประหยัดกว่าซื้ออาหารปลาสำเร็จรูป 
4. มีคุณค่าทางอาหารครบถ้วน
5. ปลาโตเร็ว ใช้ระยะเลาการเลี้ยงเพียง 3 เดือนก็สามารถจับมาบริโภค หรือจับไปจำหน่ายได้

3. ผลิตอาหารสำหรับเลี้ยงปลาไว้ใช้เอง 
วัตถุดิบหลักๆ ได้แก่ รำอ่อน 6 กิโลกรัม ใบผักบุ้งหรือใบกระถินตากแห้ง 4 กิโลครึ่ง อาหารสำเร็จรูป 1 กิโลครึ่ง ข้าวสุก เพื่อช่วยให้อาหารจับเป็นก้อน 3 กิโลกรัม และกากมะพร้าวอีก 1 กิโลครึ่ง
ตากจนแห้ง 1-2 วัน ก็นำไปเลี้ยงปลาที่มีขนาดลำตัว 1 นิ้วขึ้นไป สูตรนี้มีต้นทุนกิโลกรัมละ 10 บาท เหมาะสำหรับปลากินพืช เช่น ปลานิล ปลาตะเพียน แต่หากปรับมาให้ปลากินเนื้อ เช่น ปลาดุก จะเสริมปลาป่นเพิ่มขึ้น
แม้ว่าจะต้องเพิ่มระยะเวลาการเลี้ยงออกไปอีก 1-2 สัปดาห์แต่ต้นทุนก็ถูกกว่าไปซื้ออาหารสำเร็จรูปถึง 1 เท่าตัว ช่วยให้เกษตรกรมีกำไรมากขึ้น

4.เทคนิคการทำอาหารเสริมสำหรับปลานิลเพื่อลดต้นทุน
ส่วนผสม 
1. รำ 6 กิโลกรัม 
2. เปลือกถั่วเหลือง 1 กิโลกรัม
3. เศษผัก 3 กิโลกรัม
วิธีการทำ 
นำรำ เปลือกถั่วเหลือง และเศษผักในอัตราส่วนที่กำหนด มาต้มรวมกัน ต้มไว้ประมาณ 20 นาที ก็สามารถนำไปเทให้ปลากินได้ โดยให้กินวันละ 1 ครั้ง
การให้อาหารปลาควรจะให้ปลากินฟาง เป็นอาหารเสริม หรือเรียกอีกอย่างว่าปลากินพืช โดยที่นำฟางไปใส่ไว้ในบ่อปลาไม่ต้องผสมอะไรเลย แช่ไว้ให้เปื่อยแล้วปลาก็จะมากัดกินเอง

5. สูตรอาหารปลากินพืช 100 กิโลกรัม
- มันเส้นบดตากแดดให้แห้ง 44 กิโลกรัม 
- กากมะพร้าว20 กิโลกรัม 
- กากถั่วเหลือง10 กิโลกรัม 
- รำอ่อน10 กิโลกรัม 
- เศษปลาทั่วไปตามตลาด บดตากแห้ง5 กิโลกรัม 
- มูลไก่ไข่10 กิโลกรัม 
- ไดแคลเซียม1 กิโลกรัม (มีขายตามร้านขายอาหารสัตว์ทั่วไป) 
- แร่ธาตุรวม1/4 ขีด (มีขายตามร้านขายอาหารสัตว์ทั่วไป) 
- ไรซีน2 ขีด(มีขายตามร้านขายอาหารสัตว์ทั่วไป)
วิธีการทำ -
นำส่วนผสมทั้งหมดมาคลุกเคล้าให้เข้ากันจากนั้นนำไปใส่เครื่องบดให้ละเอียด 2 ครั้ง ครั้งสุดท้ายจะได้ออกมาเป็นเส้นๆเนื้อละเอียด จากนั้นนำไปตากแดดให้แห้งประมาณ 3 วัน หมั่นกลับกองทุกๆ 3 ชั่วโมง ตากแห้งให้ได้ความชื้น 14% จะได้อาหารสำหรับเลี้ยงปลากินพืชที่มีโปรตีนถึง 16 % สามารถนำไปใช้เลี้ยงปลาเป็นอาหารหลักเอง หรือผลิตเพื่อจำหน่ายเป็นรายได้เสริม ผลิตง่าย ต้นทุนต่ำเฉลี่ยเพียงกิโลกรัมละ 5 บาทเท่านั้น เก็บไว้ได้นานประมาณ 3 เดือน

6. สูตรการผลิตอาหารปลานิล
อาหารปลานิล สามารถผลิตได้เอง ไม่จำเป็นต้องซื้อจากท้องตลาดเสมอไป อาหารปลานิลที่ผลิตด้วยตนเอง ใช้วัสดุทั่วไปในท้องถิ่น อาหารที่ผลิตได้ยังมีคุณภาพมากกว่าอาหารปลาตามท้องตลาดทั่วไป มีวิธีการทำ ดังนี้
วัสดุ ส่วนผสม
- กากถั่วเหลืองอบ 50 กิโลกรัม
- รำละเอียด 50 กิโลกรัม
- ข้าวโพดป่น 50 กิโลกรัม
- หอยเชอรี่ดิบทั้งเปลือก 1 ถังสี
- กากน้ำตาล 1 กิโลกรัม

วิธีทำ
- นำกากถั่วเหลืองอบ,รำละเอียด,ข้าวโพดป่น คลุกเคล้าให้เข้ากันในกะละมังขนาดใหญ่
- ผสมกากน้ำตาล 1 กิโลกรัมกับน้ำเปล่าครึ่งกิโลกรัมคนให้เข้ากันมากที่สุด จากนั้นนำไปราดลงผสมบนอาหารที่ผสมไว้ดังกล่าว คนให้เข้าเป็นเนื้อเดียวกันตีให้พอหมาด
- เทหอยเชอรี่ดิบทั้งเปลือกตัวเป็นๆลงผสมกับอาหารในกระมัง คนให้เข้ากัน จากนั้นนำไปเข้าเครื่องอัดให้ได้ออกมาเม็ดๆ
- นำไปตากแดดให้แห้ง สามารถนำไปเลี้ยงปลานิลในช่วงเร่งเจริญเติบโตได้
อาหารสูตรดังกล่าวสามารถนำมาเลี้ยงปลานิลได้ตั้งแต่เริ่มปล่อยจากกระชังอนุบาล ยังสามารถนำสูตรดังกล่าวไปเลี้ยงปลาดุกอย่างได้ผลดีอีกด้วย

การนำอาหารสูตรใช้เลี้ยงปลานิละให้อาหารปลานิล ทุกๆวันวันละ 1 ครั้ง ช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับการให้อาหารปลานิลคือช่วงกลางวันอากาศเปิดแสงแดดสามารถส่องลงถึงพื้นน้ำ เพราะถ้าให้อาหารปลาในช่วงอาการปิด ปลาจะไม่สามารถกินอาหารได้ แต่ถ้ากินอาหารลงไปปลานิลจะไม่สามารถย่อยอาหารด้วยตนเอง เนื่องจากออกซิเจนมีน้อย

7.อาหารอย่างดีสำหรับเลี้ยงปลานิลอีกอย่างหนึ่ง ก็คือ ขี้วัวหรือขี้ควายนี่เอง
สำหรับขั้นตอนในการนำขี้วัวขี้ควายไปเลี้ยงปลานิลนั้น มีอยู่ 2 แบบนะครับ
แบบแรก....คือ การนำเอาขี้วัวหรือขี้ควายสดๆ ไปวางไว้ในน้ำริมบ่อเลี้ยงปลา เมื่อปลาได้กลิ่นก็จะพากันมารุมกินอย่างเมามันทันที
แบบที่สอง....คือ นำขี้วัวหรือขี้ควายใส่กระสอบ จากนั้นก็มัดปากกระสอบ เจาะรูไว้รอบๆ กระสอบ จากนั้นก็หย่อนลงไปไว้ในน้ำ และเอาเชือกมัดไว้กับต้นไม้หรือหลักที่ปักไว้ เมื่อปลาได้กลิ่นหรือหิว มันก็จะพากันมากิน โดยจะค่อยๆ กินที่ละเล็กทีละน้อย
ผมนำแบบที่สองมาใช้กับปลาที่ตัวเองเลี้ยงไว้ในบ่อปลากลางนาของน้องสาว เนื่องจากมีความสะดวกกว่า ประมาณ 2 สัปดาห์ถึงจะเปลี่ยนครั้งหนึ่ง
โดยประโยชน์ของขี้วัวและขี้ควายนั้น นอกจะทำให้ปลานิลอิ่มหนำสำราญแล้ว ก็ยังช่วยให้ไรน้ำและตะไคร่น้ำเพิ่มจำนวนมากขึ้นและเติบโตอย่างรวดเร็วอีกด้วย ซึ่งทั้งไรน้ำและตะไคร่น้ำล้วนเป็นอาหารชั้นดีของปลานิลและปลากินพืชชนิดอื่นๆ
การนำเลี้ยงปลานิลด้วยขี้วัวหรือขี้ควาย นอกจากจะช่วยประหยัดต้นทุนในการเลี้ยงแล้ว ก็ยังทำให้ปลานิลปลอดจากสารพิษหรือสารตกค้างต่างๆ และมีความปลอดภัยสูงอีกด้วย
 

วิธีทำน้ำเขียวทำ
๑. ใส่ปูนขาว ๖๐ – ๑๐๐ กก./ไร่ ในดินที่มีคุณสมบัติเป็นกรด
๒. ใส่มูลสัตว์ เช่น หมู ไก่ ควาย ค้างคาว ๒๐๐ – ๓๐๐ กก./ไร่/เดือน
๓. ใส่ปุ๋ยทริปเปิลซุปเปอร์ฟอสเฟต (ปุ๋ยสูตร ๐-๔๖-๐) ๓ กก./ไร่/สัปดาห์ และปุ๋ยยูเรีย (สูตร ๔๖-๐-๐) ๒ กก./ไร่/สัปดาห์

การดูแลรักษาน้ำเขียว
เมื่อน้ำในบ่อปลาของเราเขียวพอดีแล้ว (เอามือจุ่มลงในน้ำระดับข้อศอกให้มองเห็นฝ่ามือลางๆ เป็นใช้ได้ ถ้ามองเห็นชัดแจ๋วแสดงว่าปริมาณความเขียวน้อยต้องเติมโดยการทำอย่างที่กล่าวมา ถ้ามองไม่เห็นฝ่ามือแสดงว่าเขียวหรือุ่นมากควรงดทำน้ำเขียวในบ่อ หรือเปลี่ยนน้ำบ้างก็ดี เพื่อให้ความเขียวอยู่ระดับพอดีดังที่กล่าวมาแล้ว)

ประโยชน์ของน้ำเขียว
๑. เป็นอาหารของปลาโดยตรง (ปลาจะหุบเอาน้ำเข้ามากแล้วผ่ายออกทางเหงือกพวกแพลงก์ตอนก็จะถูกกรองไว้ที่คอหอยของปลา ปลาก็จะกลืนเข้าเป็นอาหารได้เลย)
๒. ช่วยผลิตออกซิเจนในน้ำ (น้ำเขียวคือพืชเล็กๆพืชต้องสังเคราะห์แสงและจายคายออกซเจนออกมาตามธรรมชาตอยู่แล้ว และเมื่อมีพืชในน้ำก็จะมีอกซิเจนในน้ำเช่นกัน) ปลาก็อาศัยออกซิเจนหายใจเพียงพอ
๓. ช่วยกำจัดคาร์บอนไดออกไซด์ และสิ่งขับถ่ายของปลาในน้ำ (การสังเคราะห์แสงของพืชต้องใช้คาร์บอนไดออกไซด์ในการหายใจของพืช และใช้ขี้ปลาเป็นปุ๋ยในการสร้างอาหารของพืชเล็กๆเหล่านั้น คือจะเป็นวัฏจักรของมันเองตามธรรมชาติอยู่แล้ว)

ขอเสนอแนะ
๑. ต้องปรับคุณสมบัติของน้ำด้วยปูนขาวก่อน แล้วจึงใส่ปุ๋ยทั้งหมดเข้าด้วยกัน (ปรับน้ำให้พืชอยู่ได้)
๒. ปุ๋ยวิทยาศาสตร์ที่ใช้ ต้องละลายน้ำก่อนทุกครั้งก่อนสาดให้ทั่วบ่อ(อย่าหว่านเป็นเม็ด )
๓. น้ำในบ่อต้องไม่ไหลออกจากบ่อ (จะนำปุ๋ยออกด้วย)
๔. ไม่ควรให้มีพืชน้ำ เช่น บัว จอก แหน คลุมผิวน้ำ เพราะแดดจะส่องลงไม่ถึงก้นบ่อ
๕. อย่าให้น้ำเขียวเข็มเกินไป เพราะปลาจะลอยหัวตอนเช้ามืด(เนื่องจากกลางคืนพืชคายคาร์บอนไดออกไซด์ออกมา ถาน้ำเขียวมากแสดงว่าพืชมีมากก็ขับก๊าซคาร์บอนไดออกไซออกมามาก น้ำก็มีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากปลาก็ไม่มีออกซิเจนหายใจ จึงลอยหัวขึ้นมาฮุบอาการตรงบริเวณผิวน้ำซึ่งมีออกซิเจนในอากาศอยู่)
๖. น้ำสีน้ำตาลเข็ม แสดงว่าใส่ปุ๋ยคอกมากไป เกิดการเน่าสลายมาก ควรเติมน้ำเพิ่มลงไปให้เจือจาง
๗. การใส่ปุ๋ยในบ่อปลา ควรที่จะนำปุ๋ยที่ผสมเสร็จตามสูตรแล้วใส่ถุงปุ๋ยนำไปแขวนไว้ให้ละลายออกมาเองจะดีกว่า

 

การทำฟาง หรือ หญ้าหมัก เพื่อเป็นอาหารปลา สามารถช่วยลดต้นทุนการเลี้ยงปลาในบ่อลงได้ สามารถใช้ได้ทั้งบ่อเลี้ยง หรือ บ่ออนุบาล
การทำฟางหมักจะทำให้เกิดอาหารตามธรรมชาติสำหรับให้ปลากินได้ ได้แก่ โรติเฟอร์ ไรแดง หนอนแดงและแบคทีเรีย และปลายังสามารถกินฟางหมักได้ด้วย

วิธีการทำฟางหรือหญ้าหมัก
1. สำหรับอนุบาลลูกปลาเช่น ปลานิล ปลาทับทิม ปลาสลิดเป็นต้น หลังจากตากบ่อและโรยปูนขาวแล้วนาฟางข้าว หญ้าสดหรือแห้งใส่ร่วมกับปุ๋ยมูลสัตว์ชนิดต่างๆ อัตรา 100-120 กก.ต่อไร่ต่อเดือนของมูลสัตว์แห้ง (มูลไก่หรือมูลวัว) และฟางแห้งต่อปุ๋ยมูลสัตว์เท่ากับ 1:1 (หากใช้หญ้าสดควรใส่ปูนขาวเล็กน้อย) ทำการใส่ฟางแห้งสลับกับมูลสัตว์เป็นชั้นๆที่มุมบ่อ 4 ด้านหรือเป็นกองๆรอบบ่อและใส่น้าลึก 20 ซม. ทิ้งไว้ประมาณ 2-3 วันหรือเมื่อสีน้ำเปลี่ยนเป็นสีชาจึงเพิ่มระดับน้าเป็น 50-60 ซม. หลังจากนี้ประมาณ 3-5 วัน จึงนำลูกปลามาปล่อย
2. สำหรับปลาวัยรุ่นหรือปลาขุน ในช่วงระหว่างการเลี้ยงปลาให้ใส่ปุ๋ยและฟางหมักเดือนละครั้งในปริมาณ 100-120 กก.ต่อไร่ การทำวิธีนี้จะช่วยให้มีอาหารธรรมชาติในบ่อเพียงพอ ดังนั้น การให้อาหารอาจให้สมทบวันเว้นวันได้ซึ่งเหมาะกับการเลี้ยงปลาเบญจพรรณ ได้แก่ ปลาตะเพียน ปลานิล ปลาจีน ปลาสวาย เป็นต้น

 

วิธีการแปลงเพศปลานิลทำโดยการให้กินอาหารผสมฮอร์โมน 17-แอลฟา เมทิลเทสโทนสเตอโรน (17α-methyltestosterone) ที่อัตราความเข้มข้น 60 มิลลิกรัม ต่อ อาหาร 1 กิโลกรัม

แยกพ่อแม่พันธุ์ (นิยมใช้ปลาขนาด 150-250 กรัม) นำไปขุนในกระชัง เป็นเวลา 20 วัน แล้วจึงนำมาเพาะพันธุ์ในกระชังเป็นเวลา 7-10 วัน ในอัตราส่วนเพศผู้ต่อเพศเมีย 1 : 2 จำนวน 150 ต่อกระชัง ให้อาหารเม็ดที่มีโปรตีน 30% วันละ 2 ครั้ง การนำไช่ออกจากปากแม่ปลา ทำโดยการเปิดปากแม่ปลาแล้วทำการเคาะไข่ปลาออกจากปากแม่ปลาทีละตัว สามารถทำได้ทุก 5-7 วัน และเปลี่ยนแม่ปลาที่วางไข่ออกทุกครั้งที่นำไข่ออกจากปากปลา เมื่อใช้แม่ปลาชุดใหม่ทดแทนจะทำให้ผลผลิตสูงขึ้น

ไข่ที่ทำออกจากปากแม่ปลา จะแยกออกเป็นระยะต่างๆ โดยแบ่งเป็น 5 ระยะ ดังนี้
ระยะที่ 1 ไข่มีสีเหลืองอ่อน ยังไม่มีการพัฒนาการใด ๆ
ระยะที่ 2 ไข่มีสีเหลือเข้ม มีจุดดำรอบ ๆ ไข่ เห็นการพัฒนาของตา เป็นจุดดำ 2 จุด
ระยะที่ 3 ไข่พัฒนาจนสังเกตเห็นส่วนตาและหางชัดเจน สีของไข่เป็นสีน้ำตาล ไม่เคลื่อนไหว
ระยะที่ 4 ลูกปลาฟักออกเป็นตัว แต่ถุงไข่แดงยังไม่ยุบ เริ่มมีการเคลื่อนไหว
ระยะที่ 5 ลูกปลาฟักออกเป็นตัว และถุงไข่แดงยุบแล้ว สามารถว่ายน้ำได้

ระบบเพาะฟักไข่ปลานิลแปลงเพศ

ทำการล้างไข่ปลาเพื่อแยกสิ่งสกปรกออก โดยล้างในน้ำน้ำสะอาดมีน้ำไหลวน
แยกไข่ปลาออกจากสิ่งสกปรก โดยใช้น้ำเกลือเข้มข้น ไข่ปลานั้นจะลอย ง่ายต่อการแยกและยังเป็นการฆ่าเชื้ออีกด้วย
นำไข่ไปฟักในกรวยฟักไข่และถาดอนุบาล ใช้เวลาอนุบาลในถาดประมาณ 3-7 วัน จึงเริ่มให้กินอาหารที่ผสมฮอร์โมนเพื่อแปลงเพศ
การเตรียมอาหารผสมฮอร์โมน

สารละลายฮอร์โมน นิยมเตรียมสารละลายเข้มข้น 500 ส่วนในล้านส่วน (500ppm) สารละลายเก็บไว้สำหรับใช้ผสมอาหาร การเตรียมสารละลาย เตรียมโดย
ชั่งฮอร์โมน 17-แอลฟา เมทิลเทสโทนสเตอโรน (17α-methyltestosterone) 0.5 กรัม
เติมเอทิลแอลกฮอล์ปริมาตร 1 ลิตร คนให้เข้ากัน
อาหารผสมที่ใช้อนุบาลลูกปลานิลเพื่อแปลงเพศประกอบไปด้วย
รำละเอียด 1 ส่วน โดยน้ำหนัก
ปลาป่น 3 ส่วน โดยน้ำหนัก
อาหารผสมฮอร์โมนสำหรับใช้อนุบาลลูกปลานิลแปลงเพศ (60 มิลลิกรัม/อาหาร 1 กิโลกรัม) เตรียมโดย
นำสารละลายฮอร์โมนที่เตรียมไว้ 120 ซีซี
เติมเอทิลแอลกฮอล์ 120 ซีซี จะได้สารละลายฮอร์โมน 240 ซีซี
นำสารละลายฮอร์โมน 240 ซีซี ผสมในอาหาร 1 กิโลกรัม ผสมให้ทั่ว นำไปผึ่งลมให้แห้ง และเก็บในตู้เย็น

อนุบาลในกระชัง จำนวน 10,000 กระชังต่อตัว ให้อาหารผสมฮอร์โมนวันละ 4-6 ครั้ง เป็นเวลา 21 วัน
การให้อาหารลูกปลานิลแปลงเพศ
ควรให้อย่างน้อย 5 ครั้งต่อวัน
สัปดาห์ที่ 1 ให้อาหาร 30% ของน้ำหนักตัว
สัปดาห์ที่ 2 ให้อาหาร 20% ของน้ำหนักตัว
สัปดาห์ที่ 3-4 ให้อาหาร 15% ของน้ำหนักตัว
หลังจากอนุบาลลูกปลาจนครบ 21 วันแล้ว เป็นการสิ้นสุดการแปลงเพศ จะได้ลูกปลาขนาดประมาณ 1.5 – 2 เซนติเมตร
ต้นทุนและรายได้จากปลานิลแปลงเพศ

ต้นทุนและรายได้ในการผลิตลูกปลาจําหน่าย (10,000 ตัวต่อกระชัง)

ระยะเวลาในการเลี้ยง : 1 เดือน
ต้นทุนการเลี้ยงต่อตัว : 0.14 บาท
ขนาดของลูกปลาโดยเฉลี่ย : 3-5 เซนติเมตร
ราคาขายลูกปลาต่อตัว : 0.20 บาท
กําไรขายลูกปลาต่อตัว : 0.06 บาท
ต้นทุนและรายได้ในการเลี้ยงปลานิล (500 ตัวต่อกระชัง)

ระยะเวลาในการเลี้ยง : 6 เดือน
ต้นทุนการเลี้ยงต่อตัว : 10-15 บาท
น้ำหนักปลาโดยเฉลี่ยต่อกิโลกรัม : 3-4 ตัว
ราคาที่ขายได้ต่อกิโลกรัม : 50-60 บาท
กําไรต่อกิโลกรัม : 15-20 บาท
ประโยชน์ของการแปลงเพศปลานิล

ได้ลูกปลาเพศผู้ไม่น้อยกว่า 97%
ทราบผลผลิตลูกปลาที่แน่นอน
ควบคุมความหนาแน่นของปลานิลในบ่อเลี้ยงไม่ให้มีมากเกินไป
ได้ปลาขนาดใหญ่ใช้เวลาเลี้ยงน้อยขายได้ราคา

 

การอนุบาลลูกปลานิลแปลงเพศ

ที่มา : ศูนย์รวมความรู้การเกษตร

หมวดหมู่: หมวดทั่วไป: ทั่วไป

มิติด้าน: อาชีพและเศรษฐกิจ

Tags: อาชีพ

 


Published: 2017-02-06 15:28:03
06 Feb 2017 15:28:03
431 | Last visitor: 2017-03-27 19:31:27
© 2017 Kblogger HR-Blog | Kaewpanya
สถาบันถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่ชุ่มชน